|
|
|
3
พ.ค. แมนยู พบ ลิเวอร์พูล: ศึกศักดิ์ศรีพร้อมตั๋ว UCL, บรูโน่ ลุ้นสถิติแอสซิสต์! 5 ประเด็นก่อนเกมแดงเดือด
ศึก "แดงเดือด" ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ดูเหมือนว่านอกจากจะเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล แล้ว ยังเป็นเกมที่อาจจะชี้ชะตาโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย ที่สำคัญ "ผีแดง" ในยุค ไมเคิ่ล คาร์ริค กำลังอยู่ในช่วงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ และฟอร์มการเล่นคงเส้นคงวา สวนทาง "หงส์แดง" ยุค อาร์เน่อ สล็อต ที่ฟอร์มเอาแน่เอานอนไม่ได้ นอกจากนี้หนึ่งในไฮไลต์สำคัญก็คือการลุ้น บรูโน่ แฟร์นันด์ส สร้างสถิติแอสซิสต์ และอาจจะเป็นเกมที่ทำให้เขาก้าวสู่การเป็นตำนานเจ้าพ่อแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกก็ได้ 1. ศักดิ์ศรีและอันดับบนตาราง เกม "แดงเดือด" นอกจากจะเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีระหว่างสองทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษ แล้ว ยังมีเรื่องของอันดับในตารางพรีเมียร์ลีก และโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย แมนฯ ยูฯ รั้งอันดับ 3 และถ้าไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน กับ บอร์นมัธ ไม่สามารถคว้าชัยชนะในเกมของพวกเขาได้ นั่นหมายความว่า "ปีศาจแดง" จะได้ตั๋วไปลุยถ้วยใบโตยุโรปฤดูกาลหน้าทันที สำหรับตอนนี้ ไบรท์ตัน แพ้ไปเรียบร้อยแล้ว เหลือลุ้น บอร์นมัธ ที่จะพบกับ คริสตัล พาเลซ ซึ่งจะแข่งก่อนเกม "แดงเดือด" และถ้า "เดอะ เชอร์รี่ส์" ไม่ชนะ นั่นจะเป็นการการันตีโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยยังไม่ลงปะทะ "หงส์แดง" ซึ่งคงทำให้พวกเขาคึกสุดๆ ในการขยี้คู่อริร่วมชาติ ส่วน ลิเวอร์พูล เงื่อนไขก็คล้ายๆ กัน แมนฯ ยูฯ นั่นก็คือลุ้นไม่ให้ ไบรท์ตัน (แพ้ นิวคาสเซิ่ล ไปแล้ว) กับ บอร์นมัธ ชนะในเกมของพวกเขา แต่สิ่งสำคัญก็คือ "หงส์แดง" ต้องชนะ "ปีศาจแดง" ให้ได้ด้วย ถึงจะการันตีตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก 2. พัฒนาการของ แมนฯ ยูฯ แม้ว่า รูเบน อโมริม จะเริ่มทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสัญญาณของพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล พวกเขายังคงทำผลงานต่ำกว่าความคาดหวังอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน "ผีแดง" กำลังเล่นได้ดีที่สุดในรอบหลายปี ภายใต้การคุมทีมของ ไมเคิ่ล คาร์ริค กุนซือชั่วคราว และกำลังอยู่บนเส้นทางจบอันดับท็อปโฟร์ หรือท็อปไฟว์ หลังจากสองฤดูกาลก่อนหน้านี้จบเพียงอันดับ 8 และอันดับ 15 ในฤดูกาล 2024/25 แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บได้ 42 คะแนน จบอันดับที่ 15 ซึ่งเป็นอันดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ตกชั้นจากลีกสูงสุดเมื่อฤดูกาล 1973/74 ส่วนซีซั่นนี้ พวกเขามีผลงานดีกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของฤดูกาลก่อนถึง 22 คะแนน โดยฤดูกาลที่แล้วหลังผ่านไป 34 นัด ทีมมีเพียง 39 คะแนนเท่านั้น 3. บรูโน่ ลุ้นสร้างสถิติแอสซิสต์ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของเกมนี้ก็คือ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งฟอร์มโดดเด่นมากๆ ในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะการสร้างเกมรุก และสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม รวมถึงผลงานแอสซิสต์แบบยอดเยี่ยมเกินห้ามใจ กัปตันบรูโน่ ทำไปแล้วถึง 19 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ ส่งผลให้ตอนนี้เขาต้องการอีกเพียงครั้งเดียวเพื่อทาบสถิติสูงสุดต่อหนึ่งฤดูกาล (20 ครั้ง) ที่ อองรี (ฤดูกาล 2002/03) และ เดอ บรอยน์ (ฤดูกาล 2019/20) เคยทำไว้ ลองนึกภาพถ้าเกม "แดงเดือด" แฟร์นันด์ส สามารถแอสซิสต์ได้มากกว่า 1 ครั้ง และทำให้เขากลายเป็นของเจ้าสถิติใหม่แอสซิสต์ตลอดกาลของ พรีเมียร์ลีก พร้อมกับนำ แมนฯ ยูฯ ปราบ "เดอะ เร้ดส์" มันคงจะเป็นเกมที่น่าจดจำไม่มีวันลืมสำหรับสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" ก่อนหน้านี้ แฟร์นันด์ส สร้างสถิติเป็นนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด คนแรกนับตั้งแต่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ที่มีส่วนร่วมกับประตู (ยิงหรือแอสซิสต์) ต่อเนื่อง 7 เกมในพรีเมียร์ลีก หลังอดีตหัวหอกชาวดัตช์เคยทำไว้ในฤดูกาล 2012/13 ขณะเดียวกันเขายังทำสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูในลีกให้ "ปีศาจแดง" แตะหลัก 140 ครั้ง (70 ประตู 70 แอสซิสต์) เทียบเท่ากับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตำนานดาวยิงชาวโปรตุกีส ที่เคยทำไว้กับสโมสร และอาจแซงหน้าในเกมสุดสัปดาห์นี้ !!! 4. ซาลาห์ ไม่ได้หลอนผีแดงเดือดสุดท้าย แมตช์นี้จะเป็นศึก "แดงเดือด" ครั้งที่ 218 ในทุกรายการของลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และเป็นครั้งที่ 186 ในการดวลกันสำหรับเกมลีก โดยมีเพียง 4 นัดเท่านั้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นในลีกสูงสุด หากลูกทีมของกุนซืออาร์เน่อ สล็อต สามารถเก็บคลีนชีตได้ในวันอาทิตย์นี้ จะนับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาไม่เสียประตูที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2002 อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าชาวอียิปต์ มีปัญหาบาดเจ็บจนไม่สามารถลงสนามได้สำหรับเกม "แดงเดือด" ครั้งสุดท้ายของเขา เพราะนักเตะเตรียมอำลาสโมสรหลังจบฤดูกาลนี้ จริงๆ แล้ว ดาวเตะจากดินแดนไอยคุปต์ เป็นผู้เล่นที่สร้างบาดแผนให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เยอะมาก โดย "บังโม" ยิงประตูใส่ "ปีศาจแดง" ได้มากกว่าทีมอื่นๆ ด้วยการตะบันไปถึง 16 ประตูจาก 18 นัด ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของผู้เล่นคนใดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเกมคู่นี้ 5. ลิเวอร์พูล เป็นรองทั้งฟอร์มและตัวผู้เล่น แฟนบอลลิเวอร์พูล รู้อยู่เต็มอกว่าฤดูกาลนี้ทีมรักของพวกเขาผลงานเป็นรอง แมนฯ ยูไนเต็ด จริงๆ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง เห็นได้ชัดว่า "หงส์แดง" ฟอร์มไม่อยู่กับร่องกับรอย สวนทางกับผลงานของ แมนฯ ยูฯ ยุค คาร์ริค ที่เล่นได้ดุดัน และคงเส้นคงวามากกว่า นอกจากนี้ "หงส์แดง" ยังขาดนักเตะคีย์แมนสำคัญอย่าง อลีสซง เบ็คเกอร์ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งทั้งสองคนยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากปัญหาบาดเจ็บ ในขณะที่ "ผีแดง" ตัวผู้เล่นส่วนใหญ่ฟิตเต็มที่ และฟอร์มก็อยู่ในช่วงพีคสุดๆ ที่สำคัญเจ้าบ้านยังพกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าจากผลงานที่พวกเขาบุกชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ซึ่งเป็นเกมที่แฟนผีโปรเจกต์ไม่มีวันลืม เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ แมนฯ ยูฯ สามารถเอาชนะถึงถิ่นแอนฟิลด์ นับตั้งแต่ปี 2016 เลยทีเดียว แม้ว่า อาร์เน่อ แอนด์ โค. จะเคยบุกชนะใน "โรงละครแห่งความฝัน" 3-0 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ตอนนี้ "หงส์แดง" ยังไม่สามารถรักษาฟอร์มให้คงเส้นคา ฉะนั้นการบุกไปคว้าสามคะแนนไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน |
|