28
พ.ค.
2 คีย์แมนหงส์ลุ้นตัวจริง,เรอัลสุดแกร่ง! 5 ข้อก่อนลิเวอร์พูลฟัดเรอัลมาดริด ชิงชปล.



เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ ลิเวอร์พูล เตรียมวัดกึ๋นกับ คาร์โล อันเชลอตติ เทรนเนอร์เรอัล มาดริด ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคมนี้ โดยข่าวดีสำหรับสาวก "เดอะ ค็อป" ก็คือ ติอาโก้ และ ฟาบินโญ่ กลับมาฟิตลงซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมได้แล้ว และมีลุ้นได้เล่นตัวจริงในเกมนี้ ขณะที่ "ราชันชุดขาว" ขุมกำลังของพวกเขาฟูลทีมพร้อมลุยเต็มสูบ อีกไม่กี่ชั่วโมงจะได้รู้กันว่า เรอัล จะผงาดคว้าแชมป์สมัยที่ 14 หรือ "เดอะ เร้ดส์" จะตีตราตำแหน่งแชมป์สมัยที่ 7 ในรายการนี้ !!!

1. สองคีย์แมนฟิตมีลุ้นช่วยทีม
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแฟนบอลลิเวอร์พูลต้องลุ้นกันใจหายใจคว่ำว่า ติอาโก้ อัลกันทาร่า กับ ฟาบินโญ่ จะหายเจ็บทันลงสนามในแมตช์สำคัญปะทะ เรอัล มาดริด ได้หรือไม่เนื่องจากอาการบาดเจ็บของทั้งสองคนค่อนข้างน่าเป็นห่วง

ฟาบินโญ่ โดนโรคเดี้ยงเล่นงานบริเวณเอ็นหลังหัวเข่าในแมตช์เฉือน "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า ขณะที่ กองกลางชาวสแปนิชมีปัญหาบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายในเกมสุดท้ายของลีกที่ทุบ "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ 3-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับตอนนี้บรรดาสาวก "เดอะ ค็อป" น่าจะยิ้มออกได้แล้ว เพราะ คล็อปป์ ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่าทั้งสองคนตอนนี้หายเจ็บแล้ว และกลับมาลงฝึกซ้อมร่วมกับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างเต็มที่

ต้องบอกว่านี่เป็นข่าวดีอย่างมาก เนื่องจาก ฟาบินโญ่ และ ติอาโก้ เป็นสองคีย์แมนสำคัญที่ช่วยให้ทีมมีลุ้นความสำเร็จมากมายในฤดูกาลนี้ และเชื่อว่าหาก คล็อปป์ สามารถส่งทั้งสองคนลงเล่นตัวจริงได้ น่าจะทำให้แดนกลางของ "หงส์แดง" ฟาดฟันกับแผงมิดฟิลด์ "ราชันชุดขาว" ได้สูสีมากยิ่งขึ้น

2. สงครามนอกสนามจากขุนพลทั้ง 2 ทีม
ก่อนเกมนี้ต้องบอกว่ามีเรื่องนอกสนามที่ช่วยโหมโรงให้แมตช์นี้มีความดุเดือดเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ประกาศเจตนารมณ์ต้องการแก้แค้น เรอัล มาดริด หลังเคยทำเจ็บแสบเอาไว้ในนัดชิงเมื่อปี 2018

แมตช์นั้น ซาลาห์ ได้รับบาดเจ็บในช่วงครึ่งแรกหลังโดน เซร์คิโอ รามอส เข้าปะทะอย่างรุนแรง และสุดท้ายเกมดังกล่าว "เดอะ เร้ดส์" ต้องพ่ายแพ้ด้วยสกอร์ 1-3 และนั่นเป็นเหตุการณ์ฝังใจ "บังโม" มาตลอด ซึ่งงานนี้เขาก็เลยต้องการที่จะถอนแค้นที่คั่งค้างให้หมดสิ้นไป

ขณะที่ ดานี่ การ์บาฆาล จัดการออกมาตอกกลับ ซาลาห์ ให้เลิกเจ้าคิดเจ้าแค้นเกี่ยวกับการที่จะคว่ำ เรอัล มาดริด เพื่อลบแผลในอดีตเมื่อ 4 ปีก่อน เพราะกลัวว่าเขาจะต้องอกแตกตายหากสุดท้ายแล้ว "โลส บลังโกส" เป็นฝ่ายย้ำแค้นอีกรอบ

ยังไม่หมดแค่นั้น คาริม เบนเซม่า ยังได้ออกมาจุดประเด็นออกโรงโยนฟืนเข้าไปในกองไฟเมื่อกล่าวหาบรรดาแฟนบอล "หงส์แดง" มั่นใจถึงขนาดคิดว่าได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก กันแล้ว ทั้งที่เกมยังไม่ได้เตะกันเลย เล่นเอาสาวก "เดอะ ค็อป" ทั่วโลกหัวร้อนจนออกโรงจวก "เบนซ์" ผ่านสื่อโซเชียลยกใหญ่

จากกรณีการเล่นเกมจิตวิทยานอกสนามในช่วงสัปดาห์นี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นการเพิ่มความเข้มข้นให้แมตช์สำคัญที่กรุงปารีส และเชื่อว่าเมื่อนักเตะทั้งสองคนลงสนาม คงได้มีการฟาดแข้งกันจนไฟแล่บเพิ่มเป็นทวีคูณแน่นอน

3. คาร์โลประสบการณ์สูง, คล็อปป์ พลังเกินร้อย
คาร์โล อันเชลอตติ ถือเป็นกุนซือที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ และผ่านร้อนผ่านหนาวในการทำงานมาแล้วหลายประเทศ โดยเขาเป็นโค้ชที่สามารถคว้าแชมป์ลีกใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปได้หมด (ฝรั่งเศส, อิตาลี, อังกฤษ, สเปน และ เยอรมนี)

สำหรับความสำเร็จในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะ "คาร์เล็ตโต้" มีโอกาสคว้าโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาแล้วถึง 3 ครั้ง และผิดหวังเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ต้องบอกเลยว่าสถิติยอดเยี่ยมมากๆ

ในขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้รับการยกย่องในฐานะกุนซือที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และสร้าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ ลิเวอร์พูล ได้อย่างสุดยอด แต่ประสบการณ์ยังถือว่าเป็นรอง "อันเช่" พอสมควร ที่สำคัญผลงานในแชมเปี้ยนส์ ลีก ยังด้อยกว่าเยอะ เพราะ กุนซือชาวเยอรมัน ได้แชมป์แค่สมัยเดียว และผิดหวัง 2 ครั้ง

ด้านการวัดกึ๋นระหว่าง คล็อปป์ กับ อันเชลอตติ ถือว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกัน โดยพวกเขามีโอกาสได้ประลองฝีมือกันมาแล้ว 10 ครั้งโดย "อันเช่" เอาชนะไปได้ 4 ครั้ง ส่วน คล็อปป์ ชนะ 3 ครั้ง และเสมอกัน 3 ครั้ง

4. ปารีสมีความหลังกับลิเวอร์พูล
นี่เป็นการดวลกันครั้งที่สามระหว่าง เรอัล มาดริด และ ลิเวอร์พูล ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรป และเป็นการเจอกันครั้งที่สองของพวกเขาที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซะด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อ 41 ปีก่อนสมัยที่ บ็อบ เพสลี่ย์ กุมบังเหียน "เดอะ เร้ดส์" โดยตอนนั้น ฟิล ทอมป์สัน ทำหน้าที่สวมปลอกแขนกัปตันทีม ต้องปะทะกับ ยอดสโมสรจากดินแดนกระทิงดุ ในวันที่ 27 พ.ค. ปี 1981

การฟาดฟันในครั้งนั้นเต็มไปด้วยความสนุกเร้าใจ และต่างฝ่ายต่างมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะ แต่สุดท้ายประตูชัยของ อลัน เคนเนดี้ ในนาทีที่ 82 ส่งให้สาวก "เดอะ ค็อป" ได้เฮลั่นสนั่นสนามปาร์ก เดส์ แพร็งซ์

หลังจากนั้น เรอัล ก็สามารถแก้แค้นคู่อริเก่าด้วยการปราบพวกเขาที่กรุงเคียฟได้อย่างสุดยอด พร้อมตีตราเจ้าของแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 13 สำหรับเกมวันเสาร์นี้ปารีสจะเป็นดินแดนที่แสนหอมหวานของ ลิเวอร์พูล อีกครั้งหรือไม่ เดี๋ยวก็ได้รู้กัน

5. แรงกระตุ้นสู่ความสำเร็จของทั้งสองทีม
สำหรับตอนนี้ทั้ง ลิเวอร์พูล และ เรอัล มาดริด ต่างเต็มไปด้วยแรงกระตุ้นที่จะนำโทรฟี่สุดท้ายของซีซั่นกลับไปประดับในตู้โชว์ของสโมสรให้ได้ โดย "หงส์แดง" ต้องการที่จะนำแชมป์รายการนี้มามอบให้กับแฟนบอลของพวกเขาเพื่อทดแทนความผิดหวังที่ทีมพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปอย่างเฉียดฉิว

ขณะที่ "ราชันชุดขาว" ต้องบอกว่าพวกเขาเต็มไปด้วยความฮึกเหิม เพราะทีมเพิ่งจะได้แชมป์ ลา ลีกา มาหมาดๆ และตอนนี้ก็เตรียมทัพกันอย่างเต็มที่ โดยหวังจะสอยโทรฟี่" หูกาง" สมัยที่ 14 มาครอบครองให้ได้

ด้าน ลิเวอร์พูล แม้พวกเขาจะผิดหวังจากแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี แต่ก็ยังมีโทรฟี่ประดับเกียรติมาแล้ว 2 รายการนั่นก็คือ คาราบาว คัพ และ เอฟเอ คัพ ฉะนั้นการคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเป็นการเพิ่มความสุขให้กับสาวก "เดอะ ค็อป" ได้เป็นอย่างดี

งานนี้ต้องมาลุ้นกันว่า "โลส บลังโกส" จะสามารถทำดับเบิ้ลแชมป์ หรือ ลิเวอร์พูล จะคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ฟุตบอลถ้วยได้สำเร็จ โดยไม่ว่าทีมไหนจะบรรลุเป้าหมายก็คือว่าเป็นคู่ชิงที่สมศักดิ์ศรีทั้งคู่

ทอมเม้ง

สยามกีฬา

© 2018-2022 Coreball.com All Rights Reserved.